กีวี่ กับเรื่องราวน่ารู้ของผลไม้สีสวย

ประวัติและความเป็นมาของต้นกีวี

ต้นกีวีมีลักษณะเป็นผลไม้ขนาดเล็กมีขนอ่อนๆที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีนตอนใต้ เริ่มมีการปลูกครั้งแรกที่ มณฑณซีเจียง ซึ่งเป็นผลไม้ที่เติบโตในป่าบนภูเขา รู้จักกันในชื่อ มะยมจีน เป็นผลไม้ประเภทไม้เลื้อยเถา ไม้ผลัดใบ ในเขตหนาวชนิดหนึ่งของโลกซึ่งถือเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศแถบนี้เลยก็ว่าได้ และได้นำไปปลูกที่นิวซีแลนด์ โดยมีการตั้งชื่อใหม่ว่า กีวีฟรุตตามชื่อของนกที่เป็นสัญญาลักษณ์ของประเทศนี้ มีลักษณะของเนื้อเป็นสีเขียวเหมือนหยก มีเมล็ดสีดำขนาดเล็ก ได้รับความนิยมนำไปตกแต่งอาหารและยังคงได้ทำการค้นพบว่ากีวีนั้นไม่ได้มีประโยชน์เพียงรูปร่างขนาดที่น่าทานเท่านั้นแต่ยังเต็มไปด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์อีกมากมายอีกด้วย ซึ่งปัจจุบัน นิวซีแลน์ได้พัฒนาคุณภาพของผลกีวีให้เป็นที่นิยมและความต้องการของตลาดโลก ส่งออกไปได้หลายประเทศ ทำผลกำไรรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก ทำให้กีวีฟรุตเป็นที่นิยมการถูกนำมาปลูกเพาะเลี้ยงมากที่สุด และสายพันธ์ที่ทำให้การค้าของโลกดีที่สุดคือ พันธุ์ HAYWARD และสายพันธ์ที่นิยมนำมาปลูกในไทยมากที่สุดคือสายพันธุ์ Bruno

กีวี่ คือ

ข้อมูลทั่วไป

กีวี่ภาษาอังกฤษ​ : Kiwi, Kiwifruit

กีวี่ภาษาวิทยาศาสตร์ : Actinidia deliciosa

ส่วนประกอบของต้นกีวี

ราก

กีวีเป็นผลไม้ที่มีทั้งระบบรากแก้ว รากแขนง และรากฝอย ที่สามารถแผ่ขยายตัวรากลึกลงไปในดินได้ถึง 0.4-1 เมตรขึ้นไป ซึ่งบางพื้นที่อาจจะมีหน้าดินลึกอาจจะพบรากที่ยาวมากกว่า 1 เมตรขึ้นไป ขึ้นอยู่กับสภาพของดินด้วยรวมถึงตัวรากสามารถแผ่ขยายแตกออกไปได้กว้าง

ลำต้นและกิ่ง

ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 20 เซนติเมตร มีความสูงกว่า 9 เมตร ลำต้นถูกปกคลุมด้วยขน สามารถพยุงปลายเถาได้เองหรือสามารถใช้ปลายเถาสำหรับการพิงหรือพยุงเถาได้ แตกกิ่งออกด้านข้าง กิ่งก้านมีสีเขียวอ่อน เมื่อแกจะกลายเป็นสีน้ำตาล มีตาสำหรับเจริญเป็นดอกอยู่บริเวณเหนือก้านใบ

ใบ

มีลักษณะเป็นรูปไข่ หรือ รูปทรงหัวใจ มีลักษณะเป็นสีเขียวเข้ม เจริญออกจากข้อกิ่งเป็นใบเดี่ยวสลับกันไปมา มีความกว้างประมาณ 10-15 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7-15 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของใบ เมื่อโตเต็มที่จะมีใบอยู่ประมาณ 3500-5000 ใบซึ่งใบจะมีความใหญ่เต็มที่เมื่ออายุ 4 สัปดาห์ขึ้นไป และจะแก่เมื่อมีอายุ 10 สัปดาห์ ขอบใบจะมีลักษณะเป็นใบหยักคล้ายๆฟันเลื่อยทั้งด้านบนและด้านล่างของใบปกคลุมไปจนสีน้ำตาล มีก้านใบยาว

ดอก

การออกดอกของกีวีจะออกดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ ซึ่งจะออกดอกออกมาตามบริเวณตาเหนือก้านใบ ดอกมีลักษณะเป็นสีขาว มีขนาดใหญ่ มีกลีบดอกประมาณ 3-7 กลีบ ซึ่งดอกจะแบ่งออกเปนดอกเพศเมียและเพศผู้ จะแยกออกกันคนละต้น โดยดอกเพศผู้นั้นจะบานออกก่อนดอกเพศเมียเสมอ หลักจากที่ดอกเพศผู้บานแล้ว จะมีอายุอยู่ได้อีกเพียง 2-3 วัน ซึ่งช่วงเวลาที่จะผสมเกสรของดอกเพศเมียจะอยู่ที่  7-9 วัน และช่วงที่ดึงดูดแมลงนั้นก็จะอยู่ที่ 7-9 วันโดยประมาณ

ผล

มีลักษณะเป็นรูปไข่ หรือ ทรงกระบอก เปลือกเป็นสีน้ำตาลอมเขียว มีขนเล็กๆขึ้นตามผลปกคลุมไปทั่ว เมื่อผลโดเต็มที่จะมีเส้นผ่าขนาดศูนย์กลางอยู่ที่ประมาณ 5 เซนติเมตร เนื้อภายในจะเป็นสีเขียวใส สีของเมล็ดของผลมีสีอ่อนเมื่อแก่หรือผลสุกจะเป็นสีดำ เมื่อทานจะมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว

เมล็ด

ภายในผลจะมีเมล็ดกระจายตัว เรียงกันอยู่รอบผลจำนวนมาก เมื่อเป็นผลอ่อนเมล็ดจะมีสีขาว หากเป็นผลสุกหรือแก่เมล็กจะกลายเป็นสีดำ

สายพันธุ์​

พันธุ์ Abbott

เป็นพันธุ์ที่ออกดอกเร็ว กลีบดอกใหญ่ให้ผลผลิตไม่สูง มีขนาดกลางมีมีขนขึ้นตามผลเป็นสีอ่อนยาวหนาแน่น เนื้อของผลเป็นสีเขียวจางๆ มีเมล็กมาก รสชาติหวานอมเปรี้ยว

พันธุ์ Allison

ออกดอกเร็วแต่ช้ากว่าพันธุ์ Abbott เล็กน้อยลักษณะของดอกเป็นกลีบใหญ่ ขอบกลีบมีลักษณะย่นซ้อนทับกันผลมีความคล้าย พันธุ์ Abbottที่มีลักษณะทั้งกว้างและยาว

พันธุ์ Bruno

ออกดอกเร็วแต่ช้ากว่าพันธุ์ Abbott ลักษณะของกลีบแคบกว่า ผลมีลักษณะเป็นทรงรียาว เปลือกสีน้ำตาล แต่เป็นพันธุ์ที่มีผลขนาดใหญ่กว่าพันธุ์อื่นๆ

พันธุ์ Hayward

ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่ เปลือกเป็นสีน้ำตาล มีขนอ่อนปกคลุมไปทั่ว

พันธุ์ Monty

ขนาดของผลมีลักษณะใกล้เคียง Abbott และ Allison มีขนอ่อนปกคลุมทั่วผล

การปลูกกีวี่

การขยายพันธุ์ของต้นกีวี ทำได้หลายวิธี ซึ่งวิธีที่ได้รับการนิยมส่วนใหญ่จะเป็นวิธีการเสียบยอด และการปักชำเพราะจะทำให้ได้รับผลผลิตตรงตามสายพันธุ์ และเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าวิธีการเพาะเมล็ด

การปักชำ

จะปักโดยการเลือกกิ่งที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไปตัดในลักษณะเฉียงถึงปานกลางเป็นลักษณะปากฉลาม ความยาวของกิ่งอยู่ที่ 15 ซม. นำกิ่งไปแช่ฮอร์โมนเร่งราก และนำมาปักชำต่อในถุงที่เตรียมไว้ จะทำให้รากงอกและแทงใบใหม่ออกมาหลังจากการปักประมาณ 45 วัน

การเสียบยอด

นิยมนำมาทำเพื่อผลิตต้นกล้า เปลี่ยนแปลงต้นใหม่โดยจะใช้ต้นตอเดิมที่มีอายุมากแล้ว หรือจะเป็นต้นต่อใหม่ก็ได้

วิธีการดูแลรักษา

ดิน

ดินที่ใช้ได้ดีในการปลูกต้นกีวีคือดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายสามารถระบายน้ำได้ดี ไม่ขัง

สภาพอากาศ

ต้นกีวีชอบอากาศหนาวเย็นอุณหภูมิโดยเฉลี่ยต้องไม่สูงกว่า 25 องศา

ปุ๋ย

ให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราต้นละ 150 กรัม/ปี โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง

การเก็บเกี่ยว

ให้เก็บหลังจากดอกบาน 3 เดือน ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ช่วงเวลาเดือน ตุลาคม-ธันวาคม

โรคและแมลง

โรคที่พบได้บ่อยคือโรครากเน่าซึ่งแก้ได้จากการการหมั่นพรวนดินให้ดินมีสภาพการกระบายน้ำได้ดี ส่วนพวกแมลงก็จะเป็นจำพวกหนอนผีเสื้อหากพบเจอไม่ควรพ่นสารเคมีเพื่อทำลายแต่ให้ใช้วิธีการจับทำลายให้หมด

กีวี่ ประโยชน์

ประโยชน์​และ​สรรพคุณ​ทางยา

  1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  2. กระตุ้นคอลลาเจนช่วยให้ผิวเต่งตึง
  3. .มีสารอนุมูลอิสระที่บำรุงให้ผิวใสและต้านมะเร็ง
  4. ช่วยบำรุงผิวด้วยวิตามิน E ที่มากับผลไม้ทำให้ผิวไม่แห้วกร้าน
  5. ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด
  6. ช่วยในเรื่องของระบบย่อยและระบบขับถ่าย
  7. ชะลอวัยและป้องกันโรคสมองเสื่อม
  8. ช่วยทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น
กีวี่ ราคา

ราคาต่อต้นโดยประมาณ​

ราคาของต้นกีวีโดยประมาณต่อต้นจะอยู่ที่ราคา 300-400 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและสายพันธ์ที่นำไปปลูกด้วย

แหล่งอ้างอิง

: https://pirun.ku.ac.th/

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้