ลางสาด กับเรื่องน่ารู้.. ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน

ข้อมูลทั่วไป

ชื่อท้องถิ่น : รังสาด ลังสาด รางสาด ลางสาด (ไทย), ลาซะ ดูกู (มลายู)

ชื่ออังกฤษ : Langsat (ลานสาท), Lancet (ลานเสท), Langsium (ลานเซียม)

ชื่อวิทยาศาสตร์  : Lansium parasiticum (Osbeck) K.C.Sahni & Bennet (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Aglaia domestica (Corrêa) Pellegr., Lansium domesticum Corrêa)

วงศ์ : MELIACEAE

ถิ่นกำเนิด  : เอชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะมลายู อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และภาคใต้ของไทย

รู้หรือไม่ว่า…ลางสาดเป็นผลไม้ชนิดเดียวกันกับลองกอง และเป็นผลไม้ไทยที่อดพูดถึงไม่ได้ โดยเฉพาะในหน้าร้อนต่อหน้าฝนเลย ซึ่งเป็นผลไม้รสชาติดี และรู้หรือไม่ว่าลางสาด…สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวไทยอย่างยั่งยืน และสายพันธุ์ลางสาดที่นิยมปลูกกันมากที่สุด คือ สายพันธุ์อุตรดิตถ์ หรือที่เรียกว่า “ลางสาดเมืองลับแล” เป็นสายพันธุ์ที่หวานมากที่สุดในประเทศ และอุตรดิตถ์ยังเป็นแหล่งปลูกลางสาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ แต่เมื่อลางสาดมีราคาถูกลงทำให้เกษตรกรหันไปนิยมปลูก “ลองกอง” แทน

ลูกลางสาด

หลายๆคนคงสับสนระหว่าง ลองกอง และลางสาด เพราะผลไม้ 2 ชนิดนี้ มีความคล้ายคลึงกันมาก แต่หากสังเกตจะสามารถสังเกตได้ ดังนี้

ลองกองลางสาด
ผลค่อนข้างกลมลักษณะออกกลมรี
เปลือกจะค่อนข้างหนาเปลือกบาง
ผิวจะหยาบเล็กน้อยผิวละเอียด
เปลือกมีสีเหลืองซีดเปลือกมีสีเหลืองสดใส
ไม่มียางมียางสีขาวขุ่น
แกะรับประทานได้ง่าย เปลือกล่อนออกจากเนื้อได้ดีแกะรับประทานได้ยาก เปลือกล่อนได้ไม่ดี
ผลมีจุกผลกลมเรียบไม่มีจุก
มีเมล็ดน้อยหรือไม่มีเลยมีเมล็ดมาก (ประมาณ 5 เมล็ด)
เมล็ดจะไม่ขมมีรสขมมาก
มีรสหวานรสหวานอมเปรี้ยวกว่า
ความหวานจะมีค่าตั้งแต่ 16-19 องศาบริกซ์ (หวานน้อยกว่า)ความหวานมีค่าประมาณ 15-16 องศาบริกซ์
เนื้อของลองกองจะแห้งและขาวใสเป็นแก้วเมื่อสุก เนื้อจะฉ่ำน้ำ
ใบลางสาดจะมีรสขมจัดใบจะไม่ขม

ส่วนประกอบของต้นลางสาด

ลักษณะของลำต้นลางสาด

เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีลำต้นตรง สูงประมาณ 5-10 เมตร ปลายกิ่งตั้ง แตกกิ่งก้านเป็นมุมแหลมกระจายกึ่งกลางลำต้นขึ้นไป ผิวเปลือกชั้นนอกมีสีเทาและมีผิวเปลือกขรุขระ

ใบลางสาด

เป็นใบประกอบ ก้านใบกลม แตกใบสลับเรียงระนาบกัน ใบเป็นรูปไข่วงรีโค้งมน ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบมีไขนวลปกคลุม ใบมีสีเขียวเข้ม ด้านล่างใบจะมีเส้นใบนูน

ดอกลางสาด

ออกเป็นช่อสีขาว เกิดตามลำต้น ลักษณะดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ

ผลลางสาด

ลักษณะกลมรี ออกผลเป็นช่อ ๆ ผลสดมีสีเขียว เมื่อสุกจะเป็นสีเหลือง เปลือกค่อนข้างบาง ผิวละเอียด ผลอ่อนนุ่ม มียางบริเวณเปลือกเป็นสีขาวขุ่น ๆ ส่วนเนื้อในนิ่ม ฉ่ำน้ำ มีรสหวานหอมอมเปรี้ยวเล็กน้อย เมล็ดมีสีน้ำตาล 1 ผลมีเมล็ด 4-6 เมล็ด ลักษณะกลมแบนรี มีเปลือกหุ้มบาง ๆ ผิวเมล็ดเรียบ มีเนื้อในสีขาว มีรสฝาดและขมจัด

วิธีปลูกต้นลางสาด

การปลูกลางสาดสามารถทำการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด การตอนแบบควั่นกิ่ง การติดตา และการต่อกิ่ง

การตอนกิ่งจะนิยมมากกว่าการปลูกด้วยวิธีอื่นๆ เพราะจะให้ผลผลิตที่เร็วกว่า โดยใช้กิ่งพันธุ์มาเพาะใส่ลงถุงชำ รดน้ำให้ชุ่ม วางไว้ในดีร่ม ประมาณ 1 ปี ก็สามารถนำมาปลูกลงแปลงได้

ขั้นตอนการปลูก

  1. เตรียมต้นกล้าที่มีอายุมากกว่า 1 ปี และมีใบยอดคู่สุดท้ายแก่เต็มที่ ก่อนปลูกค่อยๆ งดน้ำและปุ๋ย และเพิ่มแสงให้มากขึ้นทีละน้อย
  2. การปรับพื้นที่ควรขุดตอและรากไม้เก่าออกให้หมด ไถตากดินไว้ 10-15 วัน แล้วปรับพื้นที่ให้เสมอ
  1. เตรียมหลุมปลูกขึ้นกับสภาพของดิน ขนาด 6*6 ซม. ระยะปลูกถ้าปลูกแซมกับพืชอื่นระยะปลูกที่ใช้ขึ้นกับพืชหลัก (พืชประธาน) ถ้าปลูกเป็นพืชเดี่ยว ควรใช้ระยะระหว่างต้น 4-6 เมตรและ ระหว่างแถว 6-8 เมตร
  2. หลังจากกำหนดแนวและจุดปลูกแล้ว ให้โรยหินฟอสเฟตบริเวณก้นหลุม ประมาณ 500 กรัม พรวนคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน
  3. วางระบบน้ำการปลูกลองกองเป็นการค้า จำเป็นต้องมีระบบน้ำ ควรใช้ระบบพ่นฝอย (มินิสปริงเกอร์) เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการและดูแลรักษา
  4. ปลูกพืชอื่นๆแซม พืชที่ให้ร่มเงา เช่น กล้วย ยอป่า ทองหลาง แคฝรั่ง และสะตอ เป็นต้น และควรมีพืชบังลม เช่น กระถิน ไผ่ และสน รอบ ๆ สวนด้วย
  5. คลุมด้วยวัสดุ เช่น ฟางข้าว แกลบ ใบกล้วย หรือทางมะพร้าว และทำให้ร่มด้วยตาข่ายพรางแสง
  6. หมั่นพรวนดินบริเวณรอบโขด เป็นวงกว้าง 1 เมตรรอบโขดเดิมหรือจากชายพุ่ม ทุกๆปี จะให้รากเติบโตได้ดีกว่า

วิธีดูแลต้นลางสาด

  • ลางสาดเป็นพืชที่เติบโตได้ดีในดินทุกชนิด โดยเฉพาะดินร่วนซุยหรือในดินร่วนปนทราย
  • ระยะปลูกถ้าปลูกแซมกับพืชอื่นระยะปลูกที่ใช้ขึ้นกับพืชหลัก (พืชประธาน) ถ้าปลูกเป็นพืชเดี่ยว ควรใช้ระยะระหว่างต้น 4-6 เมตรและ ระหว่างแถว 6-8 เมตร
  • อุณหภูมิที่ลางสาดสามารถเติบโตได้ดีคือ 20-30 องศาเซลเซียส
  • ชอบแสงแดด อากาศชื้นปานกลาง และมีน้ำปานกลาง
  • การเก็บเกี่ยวลาสาดจะเก็บได้หลัง 3-4 ปี จะออกผลผลิต เมื่อผลสุกมีสีเหลือง ให้ใช้กรรไกรตัดขั้วทั้งพวงออก ระมัดระวังอย่าทำหล่น เพราะอาจะทำให้ผลเสียให้และช้ำได้
  • การเก็บรักษาผลที่ตัดออกมาแล้ว ควรนำใส่ภาชนะที่โปร่งระบายอากาศได้ดี แล้ววางไว้ในที่อากาศถ่ายเท และเก็บรักษาไว้ได้นานโดยไม่ต้องแช่ตู้เย็น
  • ใส่ปุ๋ย สูตร 12-24-12 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อต้น และรดน้ำตาม เมื่ออายุได้ 2-3 สัปดาห์แรก
    – จากนั้นอีก 2-3 สัปดาห์ จะแทงช่อดอกให้เห็น ควรตัดแต่งช่อผลหลังแทงช่อ 2-3
    – 7-8 สัปดาห์ ให้ช่อดอกแต่ละช่อห่างกัน 20-30 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น
    – หว่านใต้ทรงพุ่มให้ทั่ว และรดน้ำตาม ระยะนี้อย่าให้ขาดน้ำ
ประโยชน์ลางสาด

 ประโยชน์ต้นลางสาด

  1. นิยมใช้รับประทานเป็นผลไม้สด ให้รสหวานอร่อย
  2. เมล็ดของลางสาดมีสารอัลคาลอยด์ (Acid Alkaloid) ซึ่งเป็นพิษกับหนอนและแมลง สามารถนำมาใช้ทำเป็นยาฉีดพ่นกำจัดแมลงได้ โดยใช้เมล็ดลางสาดจำนวนครึ่งกิโลกรัมนำมาบดให้ละเอียด ใช้ผสมกับน้ำประมาณ 20 ลิตรแล้วแช่ทิ้งไว้ 1 วัน หลังจากนั้นนำมากรองเอาแต่น้ำแล้วนำมาใช้ฉีดพ่นตามแปลงผัก
  3. เปลือกผลแห้ง เมื่อนำมาเผาจะมีกลิ่นเหม็นสามารถนำมาใช้ไล่ยุงได้

สรรพคุณของลางสาด

  1. มีคุณค่าทางอาหาร ประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร โปรตีน ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก ธาตุฟอสฟอรัส วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินซี
  2. เมล็ดลางสาด นำมาฝนกับน้ำฝนให้ข้น ใช้เป็นยาหยอดหู แก้อาการหูอักเสบหรือเป็นฝีในหูได้
  3. เปลือกต้น มีรสฝาด มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้
  4. เปลือกต้น ใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้
  5. เปลือกผล มีสารโอเลอเรซิน ซึ่งช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง
  6. เปลือกผล ช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเดิน ด้วยการนำเปลือกมาหั่นแล้วนำไปคั่วชงกับน้ำเดือด ใช้กินครั้งละครึ่งถ้วย
  7. เปลือกต้น และเมล็ดสามารถใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ
  8. เมล็ด สามารถใช่รักษาโรคเริม
  9. เมล็ด ช่วยรักษาโรคงูสวัด
ลางสาด ราคา

ราคาของลางสาด

ราคาของลางสาด ต้นสูง 30-60 ซม. จะมีราคาอยู่ที่ 150 – 250 บาท

แหล่งอ้างอิง

http://www.aopdb01.doae.go.th/Fairy.pdf

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้