ฟักทอง พืชที่เป็นได้ทั้งอาหารหวาน อาหารคาว และของว่าง

ฟักทอง ภาษาอังกฤษ Pumpkin

ฟักทอง ชื่อวิทยาศาสตร์ Cucurbita moschata Duchesne

วงศ์ Cucurbitaceae

หลายคนคงสงสัยฟักทองมีกี่ชนิด ฟักทองแบ่งออกเป็น 2 ตระกูล ตระกูลแรกก็คือ ตระกูลฟักทองอเมริกัน (Pumpkin) ผลใหญ่ เนื้อยุ่ย และตระกูลสควอช (Squash) ซึ่งได้แก่ฟักทองไทยและฟักทองญี่ปุ่น โดยฟักทองไทยนั้น ผิวของผลขณะยังอ่อนจะเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสลับเขียว ผิวมีลักษณะขรุขระเล็กน้อย เปลือกจะแข็ง เนื้อด้านในเป็นสีเหลือง พร้อมด้วยเมล็ดสีขาวแบน ๆ ติดอยู่ หลายคนอาจสับสนว่า ฟักทองเป็นผักหรือผลไม้ เพราะสามารถเป็นได้ทั้งอาหารหวาน อาหารคาว และของว่าง แต่คำตอบคือในทางพฤกษศาสตร์ระบุไว้ว่าเป็น “ผลไม้” โดยเรื่องราวของฟักทองนั้นมีมากมาย ที่สำคัญคือประโยชน์ที่เราสามารถนำฟักทองมาใช้กินบำรุงร่างกายและรักษาโรคได้ดี

ฟักทองญี่ปุ่น เป็นฟักทองตระกูลสควอช (Squash) มีถิ่นกำเนิดแถบอเมริกากลาง ทางภาคเหนือของเม็กซิโก และภาคตะวันตกของอเมริกาเหนือ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cucurbita moschata นิยมปลูกกันในเขตร้อน และเขตแห้งแล้ง เป็นพื้ชล้มลุก ลำต้นเป็นเถาเลื้อยตามพื้นดิน ยาวประมาณ 20-30 ฟุต ลักษณะลำต้นแข็ง มีเหลี่ยม มีร่องยาว ใบเป็นรูปห้าเหลี่ยมขนาดใหญ่ ขอบใบหยักลึก มีขนปกคลุม เนื้อใบหยาบ ก้านใบและดอกมีขนาดเล็ก ผลมีสีเขียว ทรงกลมค่อนแบน เนื้อแน่นแข็ง ฟักทองอ่อนมีเนื้อสีเหลือง เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม รสเข้ม เมล็ดแบน รี สีขาวนวล

ฟักทองอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมายที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินซี วิตามินอี ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุแคลเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุโซเดียม ธาตุแมงกานีส ธาตุเหล็ก ซิงค์ และมี “เบต้าแคโรทีน” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสามารถช่วยลดการเกิดมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจได้ ช่วยต้านความชรา ป้องกันโรคผิวหนัง บรรเทาอาการปวดเมื่อยของข้อเข่า และบั้นเอวได้เป็นอย่างดี 

นอกจากนี้ฟักทองยังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย ถือเป็นพืชที่เป็นทั้งผักและผลไม้ มีสีเหลือง สำหรับฟักทองนั้นเราสามารถใช้เป็นผักได้เช่นเอามาแกง หรือเอามานึ่งทานทำขนมได้ด้วย นอกจากนี้ ฟักทองนั้นเป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูงตัวหนึ่งที่เราควรทำความรู้จัก ทั้งในแง่ของสารอาหารและในแง่ของพืช สมุนไพรไทยกัน

ฟักทองเป็นพืชที่ให้พลังงานต่ำ จากการวิจัยเทียบกับพืชชนิดอื่น ฟักทองถือว่าให้พลังงานต่ำ มีไขมันน้อย จึงเหมาะแก่คนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แต่จะต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลและครีมที่เติมเข้าไปด้วย นอกจากนี้ฟักทองยังมีกากใยสูงสามารถช่วยระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี

คาร์โบไฮเดรตในฟักทอง ช่วยรักษาและบรรเทาอาการแผลในกระเพาะอาหาร และลำไส้ในส่วนบนได้ด้วย สำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะทานสามารถนำฟักทองนึ่งแล้วทาน จะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องให้เบาบางแบบไม่ต้องพึ่งยาเลยทีเดียว ช่วยบรรเทาอาการหอบหืดที่เกิดจากหลอดลมอักเสบในผู้สูงอายุได้

การรับประทานฟักทองทั้งเปลือกจะสามรถกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ซึ่งสารตัวนี้เป็นสารที่ควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย หากขาดสารตัวนี้ หรือการหลั่งอินซูลินผิดปรกติ จะทำให้เกิดโรคเบาหวานได้ นอกจากนี้การรับประทานทั้งเปลือกยัง สามรถควบคุมความดันโลหิต บำรุงตับ บำรุงไต บำรุงดวงตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพได้อีกด้วย

ในฟักทองมีคอลลาเจนตามธรรมชาติ จึงช่วยเสริมสร้าง คอลาเจนใต้ผิวหนังช่วยทำให้ผิวพรรณผ่องใส สตรีหลังคลอดบุตรหากรับประทานฟักทอง ซึ่งตามตำราสมุนไพรไทยเขาเรียก “มีฤทธิ์อุ่น” จะช่วยย่อยอาหารทำให้กระเพาะอุ่น บำรุงกำลังและลดการอักเสบแก้ปวดได้ดีมากๆ

https://decor.mthai.com

ประโยชน์ของฟักทอง

ฟักทองมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยในการชะลอวัยและความแก่ชรา ช่วยฟื้นบำรุงสุขภาพผิวให้เปล่งปลั่งสดใสและช่วยปกป้องผิวไม่ให้เหี่ยวย่น ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ฟักทองมีส่วนช่วยบำรุงสุขภาพร่างกาย ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย น้ำมันจากเมล็ดฟักทองมีส่วนช่วยบำรุงประสาท เมล็ดฟักทองช่วยทำให้อารมณ์ดี เพราะมีสารที่ช่วยในการสร้าง Serotonin ซึ่งมีผลต่ออารมณ์ มีฤทธิ์ในการช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด มีการวิจัยพบว่าฟักทองมีส่วนทำให้เซลล์มะเร็งอ่อนแอลงได้อีกด้วย

การปลูกฟักทอง

ฟักทองเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราบ ที่มีการระบายน้ำดี มีค่าความเป็น กรด-ด่าง ของดินอยู่ที่ระหว่าง 5.5-6.8 การปลูกฟักทองไม่ใช่เรื่องยาก คล้ายกับการปลูกแตงโม เนื่องจากฟักทองเป็นพืชที่มีระบบรากลึก ควรขุดไถดินลูกประมาณ 25-30 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ 5-7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและวัชพืช ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุยก่อน

ธรรมชาติของต้นฟักทองนั้นเป็นพืชที่มีลำต้นเลื้อยและให้ผลใหญ่ จึงต้องใช้พื้นที่ปลูกมา จึงนิยมปลูกในระยะ 3×3 เมตร ส่วนฟักทองพันธุ์เบา ให้ผลขนาดเล็ก นิยมปลูกในระยะ 75×150 เซนติเมตร ขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 3-5 เซนติเมตร หยอดเมล็ดพันธุ์หลุมละ 3-5 เมล็ด หลังกลบให้ใช้ฟางข้าวแห้งคลุมแปลงปลูก เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้าดิน

https://home.kapook.com

เมื่อต้นกล้างอก จะมีใบจริง 2-3 ใบ ควรถอนแยกต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป เหลือต้นที่สมบูรณ์แข็งแรง เหลือหลุมละ 2 ต้น และรดน้ำทุกวัน เมื่อต้นเจริญจนไม่มีใบจริง 4 ใบ ให้ใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตหรือปุ๋ยผัก (21-0-0) ละลายน้ำแล้วใช้รดต้นฟักทอง ต้องรดน้ำทุกวัน เมื่อต้นฟักทองเริ่มออกดอก ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 โรยรอบๆ ต้นแล้วรดน้ำตามและใส่ปุ๋ยอีกครั้ง เมื่อเริ่มติดผลอ่อน สำหรรับฟักทองพันธุ์หนักให้ผลโต อายุเก็บเกี่ยวยาวนาน ควรใส่ปุ๋ยให้ มากกว่าต้นฟักทองพันธุ์เบา ควรรดน้ำแปลงปลูกทุกวัน แต่ให้งดน้ำ 15 วัน ก่อนเก็บผลแก่

ฟักทองผลแก่ สามารถสังเกตได้จากสีเปลือก คือ ผลฟักทองมีสีนวลขึ้นตั้งแต่ขั้วไปจนตลอดก้านผลแสดงว่า ผลฟักทองแก่จัด ควรเก็บผลฟักทองให้เหลือติดขั้วไว้พอประมาณเพื่อช่วยให้เก็บรักษาได้นานขึ้นโดยไม่ต้องใส่ตู้เย็น.

ที่มา

http://www.rspg.or.th

https://vegetweb.com

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้