พลู ต้นไม้เลื้อยปลูกง่าย ชนิดหลากหลาย สารพัดประโยชน์

ชื่อสามัญ Bettle Piper , Bettle leaf vine

ชื่อวิทยาศาสตร์ Piper betle Linn.

ชื่อวงศ์ Piperaceae

ชื่ออื่น ๆ พลูเหลือง, พลูทอง, พลูจีน (ทั่วไป), เปล้าอ้วน, ซีเก๊ะ , ซีเก๊าะ (ภาคใต้),กื่อเจี่ย (จีนแต้จิ๋ว), จวีเจียง (จีนกลาง)

ถิ่นกำเนิดพลู

พลูมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนชื้นในแถบเอเชียใต้ เช่น ประเทศอินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ ฯลฯ (แต่อีกตำราหนึ่งระบุว่าพลูมีต้นกำเนิดมาจากประเทศมาเลเซีย) โดยพบว่าพลูมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ทั่วโลกซึ่งส่วนใหญ่พบได้มากในประเทศอินเดียกว่า 40 สายพันธุ์ ส่วนในประเทศไทยพลูพบได้ทั่วไปในทั่วทุกภาคและมีแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญในประเทศคือ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก นครปฐม กรุงเทพมหานคร มหาสารคาม ขอนแก่น และนครราชสีมา ซึ่งมักจะเป็นการปลูกเพื่อการบริโภคในท้องถิ่น และปลูกเพื่อการค้า และส่งออกต่างประเทศในบางส่วน

พลู มีกี่ชนิด
books-under-bed.blogspot.com

ลักษณะทั่วไปพลู

พลูเป็นพืชวงศ์เดียวกับพริกไทย (PIPERACEAE) จัดเป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง

  • ลำต้น
    เกลี้ยงเป็นปล้อง และมีข้อ ขนาดลำต้น 2.5-5 ซม. ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ และมีร่องเล็กๆสีน้ำตาลอมแดงตามแนวยาวของลำต้น สันร่องมีสีเขียว โดยลำต้นส่วนปลายจะมีสีเขียว ส่วนลำต้นส่วนต้นจะมีสีเขียวอมเทา โดยมีรากยึดเกาะที่ออกตามขอของลำต้นบางครั้งเรียกว่า รากตุ๊กแก แตกออกตามข้อของลำต้นเพื่อยึดเกาะวัสดุสำหรับช่วยพยุงลำต้นเลื้อยขึ้นที่สูงได้ และทำให้ลำต้นไม่หลุดร่วงลงสู่พื้นได้ง่าย
  • ใบ
    เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ออกสลับกัน รูปหัวใจหรือกลมแกมรูปไข่กว้าง 8 – 12 ซม. ยาว 12 – 16 ซม. ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม เนื้อใบค่อนข้างเป็นมันสด  ใบอ่อนมีสีเหลืองอ่อน และค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน และสีเขียวเข้ม เมื่อแก่เต็มที่จะมีสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะ รสเผ็ดร้อน เส้นใบนูนเด่นทางด้านล่าง ก้านใบยาว 
  • ดอก
    พลู มีสีขาว ออกรวมกันเป็นช่อ มีช่อดอกแบ่งเพศกันอยู่คนละต้น ประกอบด้วยช่อดอกตัวเมีย และดอกตัวผู้ มีใบประดับดอกขนาดเล็กรูปวงกลม ช่อดอกตัวผู้ยาว 2-12 ซม. ก้านช่อดอกยาว 1.5-3 ซม. ประกอบด้วยเกสรตัวผู้ 2 อัน มีขนาดสั้นมาก ส่วนช่อดอกตัวเมียมีความยาวเท่ากับช่อดอกตัวผู้ แต่มีก้านช่อดอกยาวกว่า ดอกมักบานไม่พร้อมกัน จึงทำให้ไม่ค่อยพบเห็นผลของพลู เพราะมีโอกาสผสมเกสรน้อย 
  • ผล
    ของพลูมีลักษณะอัดแน่นที่เกิดจากดอกในช่อดอก ผลของพลูมีลักษณะค่อนข้างนุ่ม ด้านในประกอบด้วย 1 เมล็ด โดยเมล็ดมีลักษณะกลม ขนาดยาวประมาณ 2.25-2.6 มม. กว้างประมาณ 2 มม.
พลู ลักษณะ
pharmacy.su.ac.th

การขยายพันธุ์พลู

พลูสามารถปลูก และขยายพันธุ์ใหม่ด้วยการปักชำกิ่ง เช่นเดียวกับพืชตระกูลพริกไทยอื่นๆ  โดยใช้กิ่งหรือลำต้นที่มีข้อประมาณ 3-5 ข้อ ปักชำในแปลงปักชำหรือถุงปักชำ เมื่อกิ่งปักชำติดแล้วค่อยย้ายลงปลูกในแปลงปลูก แล้วจึงทำค้างให้พลูเลื้อยพันขึ้น  ซึ่งพลูจะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพของดินร่วนที่มีอินทรียวัตถุมาก มีความเป็นกรดเล็กน้อย (pH 6- 6.7) พื้นที่การระบายได้ดีมีค่าความชื้นสัมพันธ์ประมาณ 70-80%

สายพันธุ์พลู

ต้นพลูมีหลากหลายสายพันธุ์มาก ซึ่งจะยกตัวอย่างต้นพลูที่สามารถปลูกในบ้านได้ และสามารถเลี้ยงได้ง่าย ตัวอย่างเช่น

พลูอินโดหลังแดง (Syngonium erythrophyllum ‘Red Arrow’)

จัดอยู่ในวงศ์ Araceae ไม้เลื้อยใบสวย เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงประมาณ 2.5 เมตร จุดเด่นอยู่ที่ใบทรงหอก 2 สี ด้านบนสีเขียวเข้ม ส่วนหลังใบสีแดงอมม่วงแตกต่างจากพลูสายพันธุ์อื่น ๆ  และเป็นต้นไม้ปลูกในบ้านที่ดูแลง่ายและเหมาะสำหรับมือใหม่ โดยปลูกในดินร่วนระบายน้ำได้ดี ตั้งกระถางไว้บริเวณที่มีแดดรำไร ทั้งควรหลีกเลี่ยงปลูกในบ้านที่มีเด็กหรือสัตว์เลี้ยง เพราะใบและก้านพลูอินโดหลังแดงมีสารแคลเซียมออกซาเลต หากสัมผัสหรือรับประทานเข้าไป จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองที่ผิวหนัง ปากบวม และหายใจลำบาก

พลูอินโด

พลูด่าง (Devil’s Ivy หรือ Golden Pothos)

พลูด่างมีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Epipremnum aureum เป็นไม้เลื้อย ลำต้นกลมอ่อน มาพร้อมรากอากาศ ส่วนใบทรงหัวใจ สีเขียวปนเหลืองหรือขาว โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนา สามารถปลูกลงในกระถางหรือในแจกันก็ได้ ทนโรค ทนแมลง โตได้ในทุกสภาพ ดูแลไม่ยาก ไม่ต้องเปลี่ยนกระถางบ่อย นิยมขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ ชอบดินร่วนที่ผสมปุ๋ย ทรายหยาบ และใบไม้แห้ง ชอบอุณหภูมิประมาณ 18-24 องศาเซลเซียล ต้องการแสงแดดจัด ต้องการความชื้นสูง ต้องการน้ำสัปดาห์ละครั้ง หรือแล้วแต่สภาพหน้าดินและอากาศ

พลูด่าง

พลูทอง หรือพลูราชินีสีทอง (Golden Pothos)

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Epipremnum aureum ‘Bunting Lime’ เป็นไม้เลื้อยอายุหลายปี กิ่งก้านออกสีเขียวอมเหลืองพร้อมขีดสีอ่อนตามแนวยาว ใบเป็นทรงไข่ สีเขียวอมเหลือง ปลายใบเรียว โคนใบเว้า ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนา ส่วนดอกออกเป็นช่อเมื่อต้นสมบูรณ์ ซึ่งนอกจากความสวยงาม สดใส น่าปลูกแล้ว ยังแฝงคุณสมบัติในการดูดซับสารพิษอีกด้วย สามารถพบเห็นได้ทั่วไป นิยมขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ ชอบดินร่วนซุย หรือไม่ก็ชอบอยู่ในน้ำหรือบนวัสดุเกาะ แข็งแรง ทนทาน ทนแดดได้ดี

พลูทอง

พลูฉลุ หรือพลูทะลุ (Window-leaf)

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Monstera obliqua Miq. เป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีลำต้นและรากเลื้อยพันตามผิวดินหรือไม้หลัก ส่วนใบเป็นทรงรี ปลายใบแหลม โคนใบมน แผ่นใบเป็นรูแหว่งเล็ก-ใหญ่สลับกันไปทั้งสองฝั่งของเส้นกลางใบ ทำให้สวยงามแปลกตาจึงนิยมใช้เป็นไม้ประดับ ปลูกง่าย ดูแลไม่ยาก นิยมขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ โตได้ในดินทั่วไป ชอบแสงแดดร่มรำไรและต้องการความชื้นสูง

พลูฉลุ

พลูงาช้าง หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ พลูช้าง พลูด่างอินเดีย

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Epipremnum aureum (Linden & André) G. S. Bunting เป็นไม้อิงอาศัยที่มาพร้อมกับลำต้นสีเขียวอ่อนและใบทรงหัวใจสีเขียวด่างขาว ขอบเรียบ เนื้อบิดเล็กน้อย นิยมขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ เหมาะจะใช้เป็นไม้แขวนหรือไม้กระถาง ชอบดินร่วนมากเป็นพิเศษ ชอบบริเวณที่ร่มรำไร และชอบน้ำปานกลาง

พลูงาช้าง

พลูปีกนก หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ พลูระเบิด พลูใบย่น

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Monstera Karstenianum. เป็นไม้เลื้อยที่มาพร้อมลำต้นทรงกระบอกขนาดเล็กและรากตามข้อปล้อง ส่วนใบเป็นทรงรี สีเขียวอมเหลือง ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนา สามารถมองเห็นเส้นใบได้ชัดเจน ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด ปลูกและดูแลไม่ยาก นิยมใช้เป็นไม้ในกระถางหรือไม้ในอาคาร นิยมขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ โตได้ในดินทั่วไป ต้องการน้ำมากและแสงแดดรำไร

พลูปีกนก

พลูนางฟ้า หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ นางฟ้าจำแลง ดาดตะกั่วเถา (Rex Begonia Vine)

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissus discolor Blume เป็นไม้ดอกหรือไม้เลื้อยอายุหลายปี ลำต้นเป็นเถามาพร้อมมือเกาะสองง่ามสีม่วงอมแดง ใบทรงหัวใจ ด้านบนสีเขียว ด้านล่างสีม่วงแดง สามารถมองเห็นเส้นใบได้ชัดเจน ส่วนดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด ผลเป็นทรงกลมสีแดงเข้มหรือม่วงเข้ม มีเมล็ดข้างใน 1 เมล็ด นิยมปลูกหรือขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ ชอบดินที่ร่วนโปร่ง ชอบน้ำปานกลาง และชอบแสงแดดรำไร

พลูนางฟ้า

พลูลงยา หรือพลูนาค (Celebes Pepper)

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper ornatum N.E.Br. เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็ก อายุยืนหลายปี ลำต้นสีน้ำตาลแดง มีรากออกตามข้อ ส่วนใบเป็นรูปหัวใจ สีเขียวเข้มคล้ำปนลายสีชมพู ขอบใบเรียบ แผ่นใบบาง สามารถมองเห็นเส้นใบได้ชัดเจน แข็งแรง เลี้ยงง่าย ดูแลไม่ยาก นิยมขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ ชอบดินร่วนที่ระบายน้ำดี ชอบแสงแดดรำไรและความชื้นสูง

พลูลงยา

พลูหัวใจแนบ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ พลูซิลเวอร์ แนบอุรา (Satin Pothos, Silver hilodendron)

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scindapsus pictus Hassk. ‘Argyreus’ เป็นไม้เลื้อยขนาดเล็ก ลำต้นทรงกลม มีรากอากาศออกตามข้อ ส่วนใบเป็นทรงหัวใจ ออกสีเขียวอมเทา หรือสีเขียวเข้ม พร้อมลายสีบรอนซ์เงินทั่วทั้งใบ นิยมขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ โตช้าแต่ดูแลไม่ยาก ชอบดินร่วนที่ระบายน้ำดี ต้องการน้ำปานกลาง และต้องการแสงแดดรำไร ส่วนใหญ่ผู้คนมักจะปลูกเป็นไม้เลื้อยเกาะผนังหรือไม้แขวนในกระถาง

พลูหัวใจแนบ

พลูบราซิล หรือพลูเรือนแก้ว

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Philodendron Brasil เป็นไม้เลื้อยขนาดเล็ก ใบทรงหัวใจสีเขียวอ่อนปนเหลือง นิยมใช้เป็นไม้แขวน ไม้กระถาง และไม้ฟอกอากาศ สวยงาม ปลูกง่าย ดูแลไม่ยาก โตได้ทั้งในน้ำและในดิน ขึ้นได้ในดินเกือบทุกชนิด ชอบน้ำปานกลาง ชอบที่ร่มรำไร ควรหลีกเลี่ยงแดดจัด และหากเลี้ยงในบ้านควรให้โดนแดดบ้างเล็กน้อย

พลูบราซิล

พลูหินอ่อน หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ราชินีหินอ่อน พลูฝรั่ง (Devil’s iIvy, Taro vine และ Marble Queen)

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Epipremnum aureum (Lind. & Andre) Bunting ‘Marble Queen’ เป็นไม้เลื้อยเนื้ออ่อน ขนาดเล็ก อายุหลายปี ลำต้นมีรากไว้เลื้อยพันกับไม้หลักหรือเสาหลัก กิ่งก้านออกสีเขียวและมีขีดสีอ่อนตามแนวยาว ใบทรงไข่ สีเขียวพร้อมลายด่างสีขาวนวล ผิวเรียบ หนา อวบน้ำเล็กน้อย ออกดอกยากเฉพาะต้นที่สมบูรณ์ ปลูกง่าย ดูแลไม่ยาก โตเร็ว แข็งแรง ทนทาน นิยมขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ ขึ้นได้ในดินทั่วไป แต่ชอบดินร่วนซุยมากเป็นพิเศษ ต้องการความชื้นสูง ต้องการน้ำมาก ต้องการแดดปานกลางหรือร่มรำไร และไม่ค่อยมีโรคหรือแมลงรบกวน

พลูหินอ่อน

วิธีการปลูกต้นพลู

  1. ให้เตรียมดินโดยขุดดินตากไว้ 2–4 สัปดาห์ แล้วจึงพรวนดินอีกครั้งก่อนปลูกใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 1.5–2 เมตร ระหว่างแถว 1.5 เมตร ขุดหลุมขนาดกว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 40 เซนติเมตร และลึก 30 เซนติเมตร ตามลำดับ
  2. ใช้ปุ๋ยคอกคลุกเคล้ากับดินใส่หลุมจนเต็มหลุมทิ้งไว้ 1 สัปดาห์
  3. จากนั้นจึงนำยอดเถาที่ปักชำไว้แล้ว 3 สัปดาห์ ลงปลูกในหลุม สำหรับยอดเถาที่ใช้เป็นท่อนพันธุ์นั้น ควรยาว 30–50 เซนติเมตร มีข้ออยู่ประมาณ 5–7 ข้อ และไม่ควรใช้กิ่งแขนงทำเป็นท่อนพันธุ์เพราะมักจะไม่แตกพุ่ม
  4. เมื่อนำท่อนพันธุ์ลงปลูกแล้ว ควรใช้เชือกยึดเถาไว้กับไม้หลักชั่วคราว ซึ่งใช้ไม้ไผ่ขนาดเล็กยาว 1 เมตร และควรทำร่มบังแสงให้ด้วย รดน้ำทั้งเช้าและเย็นเป็นเวลา 1 สัปดาห์
  5. ต่อจากนั้นอาจเว้นได้บ้าง เมื่ออายุ 1–2 เดือน จึงเอาวัสดุบังร่มออก และเมื่ออายุ 3 เดือนจึงทำค้างถาวร โดยใช้ไม้แก่นหรือไม้ไผ่เส้นผ่าศูนย์กลาง 6–11 เซนติเมตร สูง 3–3.5 เมตร ปักห่างจากต้นประมาณ 15 เซนติเมตร ลึกลงไปในดิน 1 เมตร มัดไม้หลักชั่วคราวให้ติดกับหลักใหม่
  6. ต่อมารากที่ออกตามข้อจะเกาะติดกับหลักและต้นพลูก็จะเจริญเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามไม้ค้างพลู เมื่อต้นพลูตั้งตัวได้แล้วจึงรดน้ำวันเว้นวัน

การบำรุงรักษา

พรวนดินกำจัดวัชพืชรอบโคนต้นเพื่อให้แปลงโปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก และป้องกันเชื้อโรคและแมลงต่างๆ อาศัย ตัดแต่งกิ่งเมื่ออายุมากโดยหักข้อที่กิ่งแขนงไม่แตกใบออก กิ่งแขนงที่จำนวนข้อมากเกินไป ก็ควรหักให้เหลือเพียง 5–7 ข้อ การตัดกิ่งควรทำทุกๆ 3 เดือน ใส่ปุ๋ยคอก 3 เดือนต่อครั้ง นอกจากนี้ควรป้องกันและกำจัดโรคและแมลงต่างๆ ด้วย

การปลูกต้นพลู

การเก็บใบพลูและการแต่งกิ่ง

  1. เมื่อต้นพลูอายุ 6 เดือน ก็สามารถเริ่มเก็บใบแก่ขายได้ โดยเก็บเฉพาะใบพลูที่แก่จัด ถ้าหากปลูกพลูโดยให้ต้นพลูยึดเกาะต้นไม้อื่นในสวน ต้นพลูก็จะเลื้อยขึ้นไปตามต้นไม้ที่ยึดเกาะ ทำให้เก็บไม่ถึง จึงต้องใช้บันไดในการเก็บใบพลู
  2. เมื่อต้นพลูอายุมาก ก็จะแตกกิ่งแขนงออกมามาก ถ้าหากใบพลูที่กิ่งแขนงเริ่มเล็ก ก็ต้องหักกิ่งทิ้ง เพื่อให้ต้นพลูแตกกิ่งใหม่ออกมา ใบพลูก็จะมีขนาดใหญ่สามารถเก็บขายได้เหมือนเดิม
  3. เมื่อเก็บใบพลูเสร็จก็ต้องนำใบพลูมาพรมน้ำ เพื่อให้ใบพลูสด ไม่เหี่ยว
  4. การเก็บใบพลูเพื่อจำหน่าย ถ้าปลูกประมาณ 150 ต้น สามารถเก็บใบพลูจำหน่ายได้ทุกสัปดาห์ ๆ ละ 1-2 ครั้ง โดยเก็บครั้งละครึ่งหนึ่งของจำนวนต้นพลูทั้งหมด ซึ่งสามารถเก็บสลับหมุนเวียนได้ทุกสัปดาห์ เก็บใบพลู 1 ครั้ง

ประโยชน์และสรรพคุณ

ใบของพลูนั้นมีรสเผ็ดร้อน เป็นที่รู้จักกันดีว่านิยมนำมาทากับปูนแดงเคี้ยวร่วมกับหมาก โดยเฉพาะในคนรุ่นก่อน ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ใบพลูที่มีสีเขียวเข้มมากกว่าใบที่สีออกเหลืองทอง และใช้ในพิธีมงคลเป็นเครื่องเซ่นไหว้ การทำเครื่องบายศรีสู่ขวัญ คุณค่าทางสารอาหารของพลู ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย ได้แก่ ชาวิคอล, ยูจินอล, เบตาซิโตสเตอรอล และซินีออล นอกจากนี้ยังใช้เป็นสมุนไพรแก้ลมพิษ รักษาอาการคัน ในใบพลูมีสารยูจีนอลและชาวิคอล มีฤทธิ์เป็นยาชาและช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหลายชนิด จึงมีประโยชน์ในการระงับอาการคันและเจ็บปวดเนื่องจากแมลงกัดต่อย ช่วยฆ่าและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของวัณโรคและเชื้อหนอง และมีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังและกลาก และพบว่าน้ำมันพลูสามารถฆ่าพยาธิไส้เดือนได้ สารเบตาสเตอรอล มีฤทธิ์แก้แพ้ แก้อักเสบ นอกจากนี้ พลูยังมีสรรพคุณใช้แก้การอักเสบของเยื่อจมูกและคอ แก้กลาก แก้ฮ่องกงฟุต แก้คัน แก้ลมพิษ ลนไฟนาบท้องเด็ก แก้ปวดท้องและแก้ลูกอัณฑะยาน เป็นต้น

พลู สรรพคุณ
blog.arda.or.th

แหล่งอ้างอิง

pharmacy.su.ac.th

http://www.lib.kps.ku.ac.th

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้