ต้นขี้เหล็ก เป็นทั้งผักและสมุนไพร มีลักษณะและสรรพคุณอะไรบ้าง

ชื่อภาษาอังกฤษ

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

ชื่อวิทยาศาสตร์

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

ความหมาย

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

ความเชื่อ

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

ต้นขี้เหล็ก (Siamese senna) จัดได้ว่าเป็นผักสวนครัวและสมุนไพรที่อยู่คู่กับคนไทยมายาวนาน เราจะเห็นได้จากอาหารตามท้องตลาด เช่น แกงขี้เหล็ก, แกงขี้เหล็กหอยขม แต่ในปัจจุบันการปลูกต้นขี้เหล็กมักจะอยู่ตามชนบท ดังนั้นวันนี้ kaset.today มีข้อมูลดีๆเกี่ยวกับ การปลูกต้นขี้เหล็ก การบำรุงต้น และประโยชน์ที่คนปลูกจะได้รับ

ต้นขี้เหล็ก
credit : โรงพยาบาลอานันทมหิดล

ข้อมูลทั่วไปของต้นขี้เหล็ก

ชื่อทั่วไป : ต้นขี้เหล็ก

ชื่ออังกฤษ : Siamese senna, Siamese cassia, Cassod tree,

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Senna siamea (Lam.) H.S.Irwin & Barneby

ชื่ออื่นๆหรือสายพันธุ์ : ขี้เหล็กแก่น (ราชบุรี), ขี้เหล็กบ้าน (ลำปาง,สุราษฎร์ธานี), ผักจี้ลี้ แมะขี้แหละพะโด (แม่ฮ่องสอน), ยะหา (ปัตตานี), ขี้เหล็กใหญ่ (ภาคกลาง), ขี้เหล็กหลวง (ภาคเหนือ), ขี้เหล็กจิหรี่ (ภาคใต้)

ชื่อวงศ์ : จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ AESALPINIACEAE)


ความเชื่อเกี่ยวกับต้นขี้เหล็ก

ต้นขี้เหล็กของชาวภาคเหนือมักจะมีความเชื่อว่าถ้าหากนำต้นขี้เหล็กในส่วนของใบไปทำแกงขี้เหล็กโดยการเอาใบอ่อนและดอกมาปรุงเป็นของกิน ในวันเพ็ญ เดือน 12 ทำแกงขี้เหล็กกันในทุกบ้าน คนโบราณของภาคเหนือถือว่า วันเพ็ญเดือน 12 ยอดขี้เหล็กจะสามารถใช้เป็นยารักษาโรคได้หลากหลายชนิดมาก

แต่มีข้อควรทำ คือ จะต้องเก็บให้ทันในตอนเช้ามืดและจะต้องแกงให้เสร็จสิ้นภายในวันนั้นทันที ไม่สามารถเก็บล่วงหน้าหรือเก็บย้อนหลังได้ เพราะว่าต้นขี้เหล็กที่ได้ไม่ตรงตามความเชื่อนั้นจะมีสรรพคุณที่ไม่ขลังอีกแล้ว


ส่วนประกอบของต้นขี้เหล็ก

ลำต้นต้นขี้เหล็ก

ลำต้นของต้นขี้เหล็กเป็นพืชที่ยืนต้น มีพุ่มที่ขนาดเล็กไปจนถึงปานกลาง มีลำต้นสูงประมาณ 5-15 เมตร มีลำต้นเดี่ยวลักษณะกลมๆ แข็งและเหนียว เปลือกต้นแตกแข็ง เป็นร่องลึกตามยาว มีสีน้ำตาล รากของต้นขี้เหล็กเป็นรากแก้วแข็งแรง แทงลึกในดิน ลักษณะกลม มีรากแขนงรากฝอยๆเล็กๆ มีสีน้ำตาล

ต้นขี้เหล็ก
credit : love_jungle

ใบของต้นขี้เหล็ก

เป็นใบประกอบมีลักษณะคล้ายกับขนนก ประกอบด้วยใบหลักยาวประมาณ 15-25 เซนติเมตร แต่ละใบหลักประกอบด้วยใบย่อย เรียงเป็นคู่ๆ 7-16 คู่ มีก้านใบยาว ออกเรียงสลับ มีใบย่อยออกตรงข้ามกัน มีใบมีลักษณะรูปทรงรี โคนใบมน ปลายใบมน ขอบใบเรียบ มีสีเขียว มีกลิ่นเฉพาะตัว มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์คือรสขม

ต้นขี้เหล็ก
credit : โรงพยาบาลอานันทมหิดล

ดอกต้นขี้เหล็ก

ออกดอกเป็นช่อ ที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อยมีขนาดเล็ก ช่อดอกยาวประมาณ 20-40 เซนติเมตร แต่ละช่อประกอบด้วยดอกจำนวนมาก มากกว่า 10 ดอก ดอกประกอบด้วยกลีบรองดอก 3-4 กลีบ กลีบดอกมีสีเหลืองเข้ม มีลักษณะรูปทรง มีเกสรสีน้ำตาล ก้านช่อดอกจะสั้น จะมีในช่วงต้นฤดูหนาว การเก็บดอกขี้เหล็ก จะเก็บได้ในช่วงเดือนมกราคมไปจนถึงมีนาคมของทุกปี ควรหมั่นเด็ดยอด ให้แตกทรงพุ่มต่ำ เพื่อให้แตกสาขาพุ่มเตี้ยและกว้าง เพื่อที่จะได้ดอกที่ออกตามยอด

ต้นขี้เหล็ก
credit : papaidoo

เมล็ดต้นขี้เหล็ก

เป็นฝัก อยู่ในช่อ มีลักษณะแบนยาวขนาน ฝักอ่อนมีสีเขียว ฝักแก่มีสีน้ำตาล จะแห้งแตกได้ เมล็ดเล็กๆ เรียงอยู่ข้างใน ขนาดฝักกว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร มีความประมาณยาว 15-25 เซนติเมตร ภายในฝักมีเมล็ดเรียงตามความยาวของฝัก จำนวน 20-30 เมล็ด เริ่มติดฝักในช่วงเดือนสิงหาคมไปจนถึงตุลาคม

ต้นขี้เหล็ก
credit : ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน – ฝัก
ต้นขี้เหล็ก
credit : sompornsodsrijan – เมล็ด

วิธีการปลูกต้นขี้เหล็ก

ต้นขี้เหล็กเป็นต้นไม้ที่มักจะมีการปลูกโดยทั่วไปตามสวนหลังบ้าน หรือพื้นที่ภายในบ้าน เนื่องด้วยเป็นผักสวนครัว และสมุนไพรพื้นบ้าน ที่ปลูกง่าย ดูแลรักษาง่าย วิธีการปลูกโดยเริ่มต้นเพาะเมล็ด โดยการฝังกลบในสวนผักหรือกระถาง โดยขุดหลุมกว้าง 50×50 เซนติเมตร ลึกประมาณ 50 เซนติเมตร โรยปุ๋ยคอกลงไปอาจจะผสมกับใบไม้ผุ กาบมะพร้าวสับหรือขุยมะหร้าว แกลบดิบหรือแกลบเผาคลุกให้เข้ากันกลบดินให้แน่น จากนั้นรดน้ำ 2 ครั้ง/วัน เมื่อเป็นต้นกล้าใช้เวลาประมาณ 3 เดือน จะย้ายลงดินที่เตรียมไว้ โดยปลูกระยะต้นห่างกัน ประมาณ 4×6 เมตร เพื่อให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี

ต้นขี้เหล็ก
credit : สวนพฤกษศาสตร์ โรงเรียนนาจะหลวย สพม. 29

วิธีการดูแลต้นขี้เหล็ก

  • แสง: เป็นต้นไม้ที่ชื่นชอบแสงแดดมาก จึงต้องปลูกที่โดนแสงตลอดทั้งวัน
  • น้ำ: เป็นต้นที่ชอบน้ำปานกลาง ทนแล้งได้ดี จึงมีคำแนะนำให้รดวันละ 1-2 ครั้ง
  • ดิน: ต้นขี้เหล็กเป็นต้นที่เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนระบายน้ำดี
  • ปุ๋ย: ควรใส่ปุ๋ยคอกลงไปในหลุมหรือพื้นที่จะปลูก เพื่อบำรุงดินก่อนลงเมล็ดหรือต้นกล้า

ปลูกต้นขี้เหล็กบริเวณใดของบ้านจะดี

ในการปลูกต้นขี้เหล็กจะต้องปลูกในสวนผักหรือริมรั้วบ้าน เนื่องด้วยต้นขี้เหล็กเมื่อเจริญเติบโตเต็มวัยจะมีรากเป็นรากแก้ว อาจจะเกิดการแทรกดินลงไปลึก หรือถ้าหากปลูกใกล้บ้านจะอาจจะทำให้บ้านถูกรากแก้วชอนไชจนเกิดความเสียหายได้อย่างมาก ทั้งนี้ต้นขี้เหล็กเป็นต้นที่ชอบแสงแดดมาก จึงต้องปลูกในพื้นที่ที่หันไปทางไหนก็เจอแสงแดดได้ตลอดทั้งวัน และควรเป็นที่มีน้ำระบายได้ดี ไม่ควรเป็นที่เกิดน้ำขังได้ง่าย อาจจะเป็นปัญหาต่อต้นขี้เหล็ก เพราะรากเน่าและต้นตายได้


ประโยชน์หรือสรรพคุณอื่นๆ

  • นิยมปลูกประดับเพื่อให้ร่มเงา
  • ยอดอ่อนและช่อดอกเก็บกินได้ตลอดปี
  • ดอกตูมและใบอ่อนมีรสขม มีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อน ๆ
  • รากขี้เหล็กช่วยตรึงไนโตรเจนทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น
  • ใบขี้เหล็กมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ดอกขี้เหล็กมีวิตามินที่ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค ป้องกันหวัด ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น ช่วยบำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ แก้ไฟ ทำให้ตัวเย็น ช่วยเจริญธาตุไฟ ช่วยแก้โรคกระษัย ช่วยรักษาอาการตัวเหลือง ช่วยรักษาโรคเบาหวาน
ต้นขี้เหล็ก
credit : สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ
เกร็ดความรู้ !

เคล็บลับคนอยากสวยแบบประหยัด ต้นขี้เหล็กช่วยกำจัดรังแค ทำความสะอาดผมทำให้ผมชุมชื่นเงางาม และนอกจากนี้ขี้เหล็กยังมีสาร "บาราคอล” (Baracol) ที่มีฤทธิ์ในการกล่อมประสาท และมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับ อย่างอ่อน ๆ ทำให้นอนหลับสบาย

คำเตือน !

ไม่ควรนำใบต้นขี้เหล็กสดๆที่ไม่ผ่านกระบวนการต้ม 1-2 ครั้ง ไปตากแห้ง แล้วนำไปบดละเอียดบรรจุเป็นเม็ด เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสื่อมและการตายของเซลล์ตับ หรืออาจทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ ทำให้เกิดโรคตับได้ ซึ่งเราสามารถกินต้นขี้เหล็กอย่างปลอดภัยได้ โดยต้องเลือกใบตั้งแต่ยอดอ่อนถึงใบขนาดกลาง และนำไปต้มให้เดือดแล้วเทน้ำทิ้งสัก 2 - 3 น้ำ แล้วค่อยนำมาปรุงอาหารหรือนำไปทำเป็นยา ซึ่งวิธีการพื้นบ้านนี้จะช่วยฆ่าฤทธิ์และทำลายสารที่เป็นอันตรายต่อตับได้ และยังช่วยลดความขมอีกด้วย 

แหล่งข้อมูล

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ

สวนพฤกษศาสตร์ โรงเรียนนาจะหลวย สพม. 29

ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน

อยากให้มีเนื้อหาเรื่องอะไรเพิ่มเติม หรือมีความคิดเห็นอย่างไร เชิญคอมเม้นท์ไว้ได้เลยครับ