ต้นซ้อ ไม้ท้องถิ่นที่มากไปด้วยประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน

ชื่อภาษาอังกฤษ

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

ชื่อวิทยาศาสตร์

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

ความหมาย

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

ความเชื่อ

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

ต้นซ้อ เป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบที่ถูกจัดอยู่ในวงศ์เดียวกับกะเพรา พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง หรือป่าดิบแล้ง ที่มีระดับความสูงไม่เกิน 1,500 เมตร โดยมีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ในประเทศจีนตอนใต้ เนปาล ศรีลังกา บังคลาเทศ อินเดีย ภูฏาน เมียนมาร์ ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย และไทย ซ้อมีเลนติเซลบนกิ่งอ่อน เปลือกต้นมีสีขาวอมเทา เนื้อไม้มีความแข็งแรง นิยมนำไปสร้างบ้านและอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ดอกมีรสหวาน ชาวกะเหรี่ยงนิยมใช้ผสมกับแป้งแล้วนำไปทำขนม ซึ่งจะได้ขนมสีเหลือง ชาวขมุและชาวถิ่นใช้ไม้ในการสร้างบ้านเรือน ส่วนชาวถิ่นใช้ทำไหนึ่งข้าว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gmelina arborea Roxb.

วงศ์ : Lamiaceae หรือ Labiatae

ชื่อเรียกอื่น ๆ : แต้งขาว, เป้านก, สันปลาช่อน ฯลฯ

ความเชื่อเกี่ยวกับต้นซ้อ

ซ้อถือเป็นไม้ที่หายาก ซึ่งนิยมปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านอาหาร ยา และใช้สอยในด้านอื่น ๆ ทั้งนี้ความเชื่อเกี่ยวกับต้นซ้ออาจจะไม่มีข้อมูลที่ระบุชัดเจน แต่หลายคนเชื่อว่าต้นซ้อสามารถปลูกเป็นไม้ประดับได้ เนื่องจากต้นซ้อสามารถให้ร่มเงา และมีดอกที่ออกเป็นช่อสวยงาม ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้คนปลูกต้นซ้อเป็นไม้ประดับจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะพบเห็นตามภาคเหนือของประเทศไทย นอกจากนี้ไม้ซ้อยังเหมาะกับการนำไปสร้างบ้านเรือนอีกด้วย ซึ่งจะได้บ้านไม้ที่สวยงามและทนทาน

ควรปลูกบริเวณใดของบ้าน

ต้นซ้อเป็นไม้ที่โตเร็วพอประมาณ ซึ่งเป็นพืชที่ชอบบริเวณที่มีความชื้นและเป็นดินร่วนปนทราย โดยทั่วไปแล้วต้นซ้อมักจะขึ้นอยู่ตามบริเวณหุบเขา พบได้ตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้ง ดังนั้นหากจะนำต้นซ้อมาปลูกในบริเวณบ้านก็ควรจะเป็นพื้นที่ที่มีความกว้างอยู่พอสมควร และควรจะเป็นดินร่วนปนทรายและพื้นที่นั้นมีความชื้น สามารถระบายน้ำได้ดี เพื่อการเจริญเติบโตที่ดีของต้นซ้อ ซึ่งถ้าหากปลูกด้วยต้นกล้าอาจจะเติบโตได้ยากกว่าการเพาะปลูกจากเมล็ด หากผู้ใดที่มีบ้านอยู่บริเวณหุบเขาก็อาจจะเหมาะกับการปลูกพืชชนิดนี้มากกว่า

ลักษณะของต้นซ้อ

ลำต้น

ต้นซ้อจัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูง 15-30 เมตร เปลือกลำต้นเรียบ มีสีเทา แตกกิ่งก้านสาขาออกมากมาย ในส่วนของกิ่งอ่อนนั้นมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม มีขนขึ้นปกคลุมอยู่ทั่ว เนื้อไม้มีความละเอียด มีสีขาวแกมเหลือง หากปล่อยทิ้งไว้สีจะเข้มขึ้น มีเสี้ยนตรงสวยงาม

ใบ

ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม มีลักษณะเป็นรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยมหรือรูปหัวใจ โดยมีความกว้าง 10-15 เซนติเมตร และมีความยาว 20-25 เซนติเมตร มีต่อม 1 คู่บริเวณโคนใบ โคนใบมนเว้าคล้ายรูปหัวใจ ปลายใบแหลม แผ่นใบมีสีเขียว ซึ่งสามารถมองเห็นเส้นใบได้อย่างชัดเจน ขอบใบเรียบ ใบด้านบนเรียบ ด้านล่างมีขนสั้น ๆ ปกคลุมอยู่ ในส่วนของก้านใบนั้นมีความยาวประมาณ 3-10 เซนติเมตร ซึ่งมักจะออกเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกัน

ใบต้นซ้อ

ดอก

ดอกของซ้อมีสีเหลืองแกมน้ำตาลเข้ม โดยจะออกดอกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง ช่อดอกมีความยาวประมาณ 7-15 เซนติเมตร ซึ่งในแต่ละช่อจะประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกมีลักษณะคล้ายรูประฆังจำนวน 5 กลีบ มีกลีบเลี้ยงรูปปากแตรจำนวน 5 กลีบ ปลายกลีบที่ยาวที่สุดจะมีสีเหลือง โคนเป็นรูปกรวย ด้านนอกของดอกมีขนอ่อนปกคลุม ในส่วนของเกสรเพศผู้นั้นมี 4 อัน สั้น 1 คู่ และยาว 1 คู่ รังไข่มีลักษณะเป็นรูปกลมรี ส่วนเกสรเพศเมียแยกเป็น 2 แฉก เริ่มติดดอกในช่วงประมาณเดือนธันวาคม-เมษายน

ดอกต้นซ้อ
medthai.com

ผล

ผลของซ้อมีลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปรี ผิวเรียบเป็นมัน ผลอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อแก่จะกลายเป็นสีเหลือง ซึ่งผลที่โตเต็มที่จะมีความยาวประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร

ผลต้นซ้อ

เมล็ด

เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปรี แข็ง โดยมีความกว้าง 1 เซนติเมตร และมีความยาว 1.5 เซนติเมตร ภายใน 1 ผล จะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 1-2 เมล็ด ซึ่งจะติดผลในช่วงประมาณเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

สายพันธุ์อื่น ๆ

ซ้อหิน (Gmelina racemosa)

ไม้ต้นสูงได้ถึง 25 เมตร เปลือกแตกเป็นร่องตื้น ๆ มีสีเทาเข้ม ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ มีความกว้าง 7-15 เซนติเมตร ยาว 12-20 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนสอบ มน หรือกลม ขอบเรียบ แผ่นใบด้านบนเกลี้ยง ส่วนด้านล่างมีนวลและขนสั้นนุ่ม มีเส้นแขนงใบข้างละ 3-6 เส้น ก้านใบยาว 3-6 เซนติเมตร มีขนสั้นนุ่ม เป็นร่องด้านบน ช่อดอกเป็นแบบช่อแยกแขนงซึ่งออกบริเวณปลายกิ่ง ยาวได้ถึง 15 เซนติเมตร ใบประดับรูปแถบยาว 4-5 เซนติเมตร ร่วงเร็ว กลีบเลี้ยงเป็นรูประฆัง สีเขียวอ่อน มีความยาว 8-10 มิลลิเมตร ปลายตัด ด้านนอกมีขน ดอกคล้ายรูปปากเปิดยาว 4.5-5 เซนติเมตร มีขนสั้นนุ่ม ด้านนอกมีสีขาวอมม่วง ด้านในเป็นสีม่วงซีด ปลายกลีบสีเหลืองเข้ม ปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ มีขนาดเท่า ๆ กัน ปลายกลีบกลม เกสรเพศผู้ยื่นพ้นหลอดกลีบดอกเล็กน้อย ก้านชูอับเรณูติดประมาณกึ่งกลางหลอดกลีบดอก รังไข่เป็นรูปไข่ มีขนสั้นนุ่ม ยอดเกสรเพศเมียจัก 2 พู ผลเมล็ดเดียวแข็ง สีเขียวอ่อน เมื่อสุกจะเป็นสีเหลือง รูปไข่ มีความยาว 2.5-3 เซนติเมตร โดยพันธุ์นี้สามารถพบที่เวียดนาม ลาว และทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของไทย

ซ้อหิน (Gmelina racemosa)
powo.science.kew.org

ซ้อนอร์ทเทิร์นไวท์บีช (Gmelina fasciculiflora)

เป็นพันธุ์ไม้เฉพาะถิ่นของป่าฝนเขตร้อนของรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย อยู่ในวงศ์ไม้ Mint ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 สายพันธุ์ที่รู้จักในสกุล Gmelina ที่พบในออสเตรเลีย ต้นมีลักษณะคล้ายกับไม้บีชสีขาว มีกิ่งสีซีด ใบตรงข้าม มีรูปร่างคล้ายคลึงกัน ลำต้นยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ใบมีความมันวาว ไม่มีขน ใบกว้าง 7 เซนติเมตร ยาว 12 เซนติเมตร อาจเห็นต่อมแบนที่โคนใบและดอมาเทีย มีขนด้านล่างของใบ ดอกมีสีครีมสวยงาม ส่วนด้านล่างมีจุดสีม่วง

ซ้อนอร์ทเทิร์นไวท์บีช (Gmelina fasciculiflora)

ช้องแมว (Gmelina philippensis Cham.)

ไม้พุ่มรอเลื้อย ใบเป็นชนิดใบเดี่ยว ใบเรียงตรงข้าม มีลักษณะเป็นรูปไข่ มีความกว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร ยาว 4-5 เซนติเมตร ปลายใบมน ใบประดับสีเขียวแกมเหลือง มีประแดง ส่วนดอกจะออกเป็นช่อห้อยลงตามกิ่งข้าง ดอกออกจากซอกของใบประดับซึ่งเรียงซ้อนกัน ใบประดับมีสีเขียวอมเหลืองประจุดแดง กลีบดอกย่อยสีเหลือง โคนกลีบติดกันเป็นหลอด ดอกตะแคงและโค้งมีกลีบแยกกันที่ปลายหลอดดอก ผลสดเป็นรูปรีกลมขนาด 1.5-2.5 เซนติเมตร ส่วนผลสุกมีสีเหลืองส้ม ผิวมัน ซึ่งสามารถพบได้ที่ฟิลิปปินส์ กัมพูชา เวียดนาม และไทย

ช้องแมว (Gmelina philippensis Cham.)
www.flickr.com

วิธีการปลูก

  1. ขั้นตอนแรกทำการผ่าเมล็ดออกจากผลซ้อ จากนั้นนำไปอบแห้งและนำมาทุบเพื่อให้ได้ส่วนเมล็ดด้านในซึ่งเรียกว่าเอ็มบริโอ
  2. นำเอ็มบริโอมาฟอกฆ่าเชื้อและนำมาเพาะเลี้ยงในขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
  3. เมื่อทำการเพาะเลี้ยงจนครบ 1 เดือน เอ็มบริโอจะออกรากสมบูรณ์และมีใบขึ้นมา ให้เลี้ยงต่ออีกประมาณ 2 เดือน หลังจากนั้นนำออกมาทำการอนุบาล และนำไปปลูกตามธรรมชาติได้
  4. ขั้นตอนในการปลูกให้เตรียมดินเพาะปลูกโดยการกำจัดสมุนไพร พุ่มไม้ และต้นไม้ต่าง ๆ ที่ไม่ต้องการออกจากพื้นที่ที่จะใช้ปลูก
  5. ขุดหลุมขนาด 45 ซม. × 45 ซม. × 45 ซม. โดยให้ขุดในช่วงเดือนพฤษภาคม กำหนดระยะห่าง 4 ม. × 4 ม.
  6. ใส่ปุ๋ยคอก (FYM) ทราย และดินร่วน ลงไปในหลุมในอัตราส่วน 1:1:1 และปล่อยให้แห้งก่อนทำการปลูกโดยการหว่านเมล็ดในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม หลังเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน พื้นที่ที่ใช้ปลูกควรเป็นพื้นที่ที่มีความกว้าง ซึ่งบริเวณหุบเขาที่มีความชื้นและเป็นดินร่วนปนทรายจะเหมาะกับการปลูกต้นซ้อ
  7. ทำการหว่านเมล็ดเป็นแนวยาว 3.0 ม. × 3.5 ม. ต้นกล้าจะมีลักษณะผอมบางในปีที่ 3

วิธีการดูแล

แสง

สำหรับแสงก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญต่อต้นซ้อ โดยต้นซ้อนั้นเป็นต้นไม้ที่ต้องการแสงสว่าง ไม่ทนต่อความแห้งแล้ง ซึ่งจะเจริญเติบโตได้ดีในที่ร่มในช่วงอุณหภูมิ 300-470 องศาเซลเซียส ความชื้น 60-100% และมีปริมาณน้ำฝนรายปีระหว่าง 750-4,500 มิลลิเมตร ดังนั้นควรให้ต้นซ้อได้โดนแสงแดดบ้างเพื่อการเจริญเติบโต

น้ำ

ต้นซ้อชอบอากาศที่มีความชื้นแต่ไม่มีน้ำขัง ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีการชลประทานรายสัปดาห์ในฤดูร้อน และควรให้ชลประทานเป็นระยะทุกสัปดาห์ในฤดูหนาว จำเป็นต้องมีการชลประทานใน 2 ปีแรกของการจัดตั้งพืช

ดิน

การพรวนดินครั้งเดียวหลังจากปลูกเป็นแนวมีจำนวนการรอดตายสูงสุด เพราะได้กำจัดวัชพืชในตอนแรก และทำให้ดินเกิดการถ่ายเทอากาศและการระบายน้ำดี ซึ่งทำได้ผลดีมาแล้วในทางตะวันตกของประเทศมาเลเซีย และกว่าวัชพืชจะขึ้นปกคลุมก็เป็นเวลานานหลังจากต้นไม้สามารถตั้งตัวได้แล้ว ดังนั้นควรจะทำการพรวนดินครั้งเดียวหลังจากที่ปลูกเป็นแนว และกำจัดวัชพืชรอบบริเวณที่ปลูกต้นซ้อ 2 ครั้ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มักจะมีพืชต่าง ๆ ขึ้นเป็นจำนวนมาก หากปลูกในดิน Black cotton soil ต้องมีการกำจัดวัชพืช 4 ครั้ง ทุกเดือน

ปุ๋ย

สำหรับปุ๋ยที่เหมาะกับการปลูกต้นซ้อจะเป็นปุ๋ยคอกจากฟาร์ม เมื่อนำปุ๋ยชนิดนี้มาใช้ในการเพาะปลูกจะช่วยให้ต้นซ้อเจริญเติบโตได้ดี ซึ่งโดยทั่วไปแล้วต้นซ้อถือเป็นพืชที่โตเร็วพอประมาณ ดังนั้นปุ๋ยที่ควรใช้ในการดูแลคือปุ๋ยคอกจากฟาร์ม

วิธีการปลูกต้นซ้อ
Facebook, ครูคะนึงนิจ ปันทะยม

ประโยชน์และสรรพคุณอื่น ๆ

ประโยชน์

  • ในปัจจุบันมีตัวอย่างในหลายพื้นที่ที่ปลูกต้นซ้อร่วมกับข้าวโพด มันและมันสำปะหลัง ซึ่งถือเป็นวิธีส่งเสริมแบบทูอินวัน โดยจะได้ทั้งไม้ใช้สอยและอาหาร (Wood & Food) และเมื่อมีระบบการจัดการที่ดีก็จะยิ่งเพิ่มผลลัพธ์ที่ได้ด้วย เช่น ควรปลูกต้นซ้อหลังจากปลูกข้าวโพด มันหรือมันสำปะหลัง ประมาณ 3 เดือน จะช่วยให้ผลดีต่อพืชทั้ง 2 กลุ่ม และความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมการปลูกสวนป่าแบบชาวไร่ในรูปหมู่บ้านป่าไม้ หรือที่เรียกว่า “Taungya System” ก็สามารถปลูกต้นซ้อร่วมกับการปลูกถั่วลิสง มะม่วงหิมพานต์ ยาสูบ ข้าวโพดและถั่วก็ได้ ซึ่งนอกจากจะได้ประโยชน์ส่งเสริมซึ่งกันและกันแล้วยังใช้เป็นแนวกันลมได้อีกด้วย
  • ในประเทศบราซิลมีการปลูกซ้อเพื่อนำไปใช้เป็นเยื่อกระดาษหรือทำไม้อัดประเภทต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการใช้ต้นซ้อเลี้ยงผึ้ง ในส่วนของใบใช้เลี้ยงสัตว์และหนอนไหม ส่วนผลก็นำมารับประทานเป็นผลไม้
  • ไม้ซ้อเป็นไม้ที่เติบโตได้ดีในหลายพื้นที่ ซึ่งมีประโยชน์ที่สามารถใช้เป็นอาหาร ยา ใช้สอย และฟื้นฟูระบบนิเวศเพื่อปลูกป่าหรือฟื้นฟูป่าได้
  • เนื้อไม้มีความทนทาน ไม่แตกหักง่าย สามารถนำมาใช้สร้างบ้านเรือน ทำเกวียน ทำเรือ กระเดื่องรถ โลงศพ ร่องน้ำ กังหันน้ำ ถังไม้ เครื่องเรือน หีบใส่ของ ของเล่นเด็ก ครก สาก กลอง เยื่อกระดาษ หรือใช้ในงานแกะสลักต่าง ๆ ใช้ทำฟืน หรือใช้ประกอบในพิธีกรรมทางศาสนา
  • น้ำคั้นจากผลสุกสามารถนำไปนึ่งกับข้าวเหนียวใช้หมกไฟรับประทาน หรือใช้ผลนำไปบีบน้ำใส่ข้าวจะทำให้มีรสหวาน
  • ดอกมีรสหวาน สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมในแป้งทำขนมได้ ซึ่งจะได้เป็นสีเหลือง ชาวไทใหญ่จะใช้ดอกนำไปใส่กับแป้งทำขนมห่อ

สรรพคุณ

  • ในประเทศอินเดียมีรายงานว่าหมอพื้นบ้านใช้รากต้มน้ำดื่มเพื่อรักษาอาการเนื้องอกในช่องท้อง และใช้แก้อาการปวดต่าง ๆ ลดอาการเจ็บกระเพาะ ช่วยขับน้ำนม ลดความกระหาย ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย และบรรเทาอาการระคายเคืองซึ่งหมายรวมเกี่ยวกับอาการทางผิวหนังต่าง ๆ
  • สามารถนำเปลือกต้นซ้อมาต้มน้ำ ใช้แช่เท้ารักษาโรคเท้าเปื่อย หรือใช้ต้มอาบรักษาโรคผิวหนัง หูด ผื่นคัน หรือคั้นเอาแต่น้ำทาแผลที่เกิดจากผื่นคัน แผลน้ำกัดเท้า หรือใช้ตำพอกแก้อาการคันตามนิ้วมือนิ้วเท้า
  • สามารถนำรากมาใช้เป็นยาบำรุงร่างกายได้
  • รากและลำต้นสามารถนำมาตำแล้วทาแก้คันได้
  • สามารถนำใบมาคั้นเอาแต่น้ำแล้วใช้ทาเพื่อรักษาแผลให้หายได้เร็วขึ้น
  • แพทย์ทางอายุรเวทของอินเดียมีการสั่งจ่ายยา โดนให้ใช้ผลซ้อเพื่อรักษาอาการหัวล้าน โลหิตจาง วัณโรค ตกขาว ส่วนดอกซ้อใช้เป็นยาบำรุงเลือดหรืออาการผิดปกติของเลือด และรักษาโรคเรื้อน ส่วนรากใช้เป็นยาขับพยาธิ ยาระบาย กรดไหลย้อน ปวดท้อง ประสาทหลอน ริดสีดวงทวาร เป็นต้น
ประโยชน์และสรรพ

ราคาต่อต้นโดยประมาณ

โดยทั่วไปแล้วต้นซ้อถือว่าหาซื้อได้ยาก เนื่องจากเป็นพรรณไม้ที่หายาก โดยกล้าซ้อต้นหนึ่งมีราคาประมาณ 50-100 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของต้น ๆ นั้น

แหล่งที่มา

ศูนย์วิจัยและพัฒนาสง่า สรรพศรี องค์การสวนพฤกษศาสตร์

Vikaspedia, Gmelina arborea

กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

อยากให้มีเนื้อหาเรื่องอะไรเพิ่มเติม หรือมีความคิดเห็นอย่างไร เชิญคอมเม้นท์ไว้ได้เลยครับ